ประสบการณ์ขนหัวลุก!

เสียงสะอื้นตามสายลม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรารับฟังมาจากแม่ของเราเอง ปัจจุบันแม่เราอายุ 65 ปีแล้ว เราก็เลยเอ่ยถามแม่เล่นๆว่าแม่เคยเจอเรื่องแปลกๆหรือเรื่องผีบ้างไหมเล่าให้ฟังหน่อย
แม่บอกว่าไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องผีไหม แต่ก็มีความหลอนอยู่เหมือนกัน สมัยแม่เราสาวๆอายุประมาณ 27-28 สมัยนั้นยังมีการ ลงแขกเกี่ยวข้าวดำนานอยู่
คือการไปช่วยลงแรงเกี่ยวข้าวดำนา ในพื้นที่หรือนาของคนในหมู่บ้าน บรรยากาศจะครึกครื้นสนุกสนานมาก แม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ตาม ตอนเที่ยงก็ล้อมวง กินข้าวร่วมกัน
เราเองชอบฟังเรื่องบรรยากาศบ้านนาสมัยก่อนมากเลย แม่เล่าว่า วันนั้นก็เป็นวันที่แม่ ไปช่วยลงแขกดำนาของคนในหมู่บ้าน ตามปกติ ก็ไปนาตั้งแต่เช้าตรู่ แม่เราเป็นคนดำนาเร็ว
ด้วยว่าพละกำลังยังดี เป็นวัยรุ่นยังแข็งแรง แม่ก็จะดำนาได้เร็วกว่าคนเฒ่าคนแก่ที่ไปด้วยกัน ก็เริ่มดำนามาเรื่อยๆจนถึงตอนเที่ยง คนแก่และเจ้าของนา ที่ขึ้นไปพักตรงเถียงนา
ก็มาตาม มาเรียกไปกินข้าวร่วมกัน แม่เราก็เลยเดินขึ้นไปพักกินข้าว ระหว่างที่พักกินข้าวกินน้ำอยู่นั้นก็มีการพูดคุยกันว่า เอ่ยชมว่าแม่เราดำนาเร็ว พร้อมกับบ่นว่าตนเองแก่กันแล้ว
กระดูกกระเดี้ยวไม่ดี จู่ๆเจ้าของนาก็พูดขึ้นมาว่า 5โมงเย็นก็กลับกันได้แล้วเด้อ อย่าให้มืดค่ำไปกว่านั้น มันอันตราย นาอยู่ไกลจากตัวหมู่บ้าน หลังจากกินข้าวกินปลากันเสร็จ
ก็ลงมือดำนากันต่อโดยคราวนี้แม่เราต้องเป็นคนถอนกล้า ลักษณะการถอนกล้าก็คือ ดึงกล้าอ่อนของต้นข้าวที่ปลูกเตรียมไว้ แล้วฟาดๆๆใส่ขาเเพื่อให้โคลนหลุดออกจากราก
แล้วมัดรวมกัน เสียบใส่ไม้ฝั่งละ2-3มัด แล้วหาบใส่บ่า มาส่งที่นาที่มีการดำอยู่ ก็มีคุณป้าคนนึงดำนาผืนนั้นแทนแม่เราอยู่ ด้วยความที่แกค่อนข้างมีอายุแล้ว ก็เมื่อยล้าง่าย
จึงรีบดำ รีบปักให้เสร็จๆไป โดยไม่ทันได้สังเกตุว่าปักดำ สวยงาม หรือแน่นหนาดีหรือไม่ แม่เราเห็นดังนั้นก็เลยมาสลับเปลี่ยนไปดำนาแทน แม่เราดำนาเพลินมาก จนกระทั่งเวลา 5 โมงกว่าๆ
ผู้คนเริ่มกลับกันแล้ว ยังเหลือแม่เรา คุณป้าที่ดำอยู่กับแม่เรา เจ้าของนาสองตายาย แล้วลุงผู้ชายอีก2คน แม่เราก็ยังคนดำอยู่เรื่อยๆด้วยอยากให้รีบเสร็จ วันต่อไปจะได้พักผ่อน
เวลาล่วงเลยมา 6 โมงครึ่ง ท้องฟ้าเริ่มโพล้เพล้ เริ่มมืดแล้ว ตายายเจ้าของนาเริ่มจุดไฟตะเกียง และเรียกแม่เรากับป้าๆลุงๆอีก3คนกลับกันได้แล้ว ได้ยินอย่างนั้นตายายเจ้าของนา ลุง2คน
ก็ขึ้นจากนา เก็บของเตรียมจะกลับ ป้าที่ดำนาอยู่กับแม่เราก็ตะโกนบอกตายายเจ้าของนาว่า กลับไปก่อนเล๊ยยย เดี๋ยวเอาผืนนี้ให้เสร็จก็กลับแล้ว ตายายกับลุง2คนจึงเดินกลับบ้านไป
เหลือเพียงแม่เราก็ป้าคนนั้น บังเอิญกล้าที่แม่เราดำอยุ่มันหมด เลยให้ป้าคนนั้นไปถอนกล้ามาเพิ่ม ซึ่งผืนนา ระหว่างนาที่ดำ กับนาที่ปลูกกล้า ห่างกันประมาณ 3 คันนา แม่เราก็จะเห็นป้าคนนั้น
กำลังถอนกล้าอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่ ระหว่างที่แม่เรากำลังก้มหน้าดำนาอยู่นั้น แม่เราก็ได้ยิน ฮือๆๆๆ ฮื้อออๆๆๆๆๆ พัดตามสายลมมา พร้อมกับเสียงสายลมพัด วิ้ววๆๆ ฮือออ และมีเสียงสะอื้น
แม่เราก็ตกใจหันซ้ายหันขวา มองที่ไปป้าคนนั้น ป้าแกก็ถอนกล้าอยู่ปกติไม่ได้เป็นอะไร แม่เราก็เลยคิดว่าเสียงลมหรือเปล่า ก็เลยก้มดำนาต่อ เสียงนั้นก็มาอีก ฮื้ออออๆๆๆ ฮืออๆๆๆ ไอแค่กๆ
แม่เราสะดุ้ง ตกใจมาก เสียงคราวนี้ชัดมาก เพราะไม่มีเสียงลม แม่เราก็เลยโดดขึ้นจากนา แล้วรีบวิ่งไปหาป้าคนนั้นที่ถอนกล้าอยู่ ร้องโวยวาย ป้าๆๆๆ ป้าาา ๆๆ เสียงใครไม่รู้มาร้องไห้
ป้าตกใจมาตอบรับแม่ว่า อะไรรรรร มีอะไร ทำไม แม่เราวิ่งเข้าไปกอดแขนป้าคนนั้นแล้วเขย่าๆป้าๆๆเสียงคนร้องงไห้ๆๆๆๆ แม่เราสติแตกไปแปปนึงป้าคนนั้นก็เลยบอกให้แม่เราตั้งสติ
ด้วยความที่ป้าแกเป็นคนที่ไม่กลัว ใจกล้า ก็เลยบอกเราว่าจะพาเดินไปดู แม่เราเองก็กล้าๆกลัวๆ แต่ก็เดินเกาะแขนตามหลังไป พากันเดินมาถึงนาผืนที่แม่เราดำ ป้าก็มองซ้ายมองขวาก็ไม่มีอะไร
ก็กำลังจะหันหลังเดินกลับ คราวนี้เสียงร้องไห้ดังมากก ฮือๆๆๆๆๆ สะอื้นๆ ป้าก็เลยหันควับกลับมาดู แล้วมองหาเสียงนั้น ป้ากวาดสายตามองไปมองนา แล้วมองไปบนผืนนาที่แม่กับป้าดำนาอยู่
เสียงมาจากตรงนั้น!!!! ป้าแกก็เลยร้องอุทานออกมา โห้ ตายแล้ววว โอ้ อย่างนี้เอง มีต้นกล้าหลุดจากการดำลอยอยู่บนน้ำ แกก็เลยจับต้นกล้า 5-6 ต้นที่ลอยอยู่บนน้ำปักลงไปเหมือนเดิม
จากนั้นเสียงนั่นก็เงียบไป ป้าแกก็เลยรีบพาแม่เราเดินกลับ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง พอมาถึงที่บ้าน แม่เรารีบวิ่งไปกอดยายและเล่าให้ฟังว่าได้ยินเสียงคนร้องไห้ ป้าคนนั้นแกก็เลยเล่าให้ฟังว่า
เป็นเพราะต้นกล้าหลุดออกจากดินที่ปักดำลงไป ลอยอยู่บนน้ำ “พระแม่โพสพ”ท่านกลัวไม่ได้เกิดก็เลยร้องไห้ให้เราได้ยิน แม่กับยายได้ยินอย่างนั้นก็เลยอ๋อออ ออกมา ว่าไม่ใช่ผี
แต่เป็นพระแม่โพสพที่ต้องการสื่อสารกับเราว่าเขาอยากเกิดอยากเติบโต นั่นจึงกลายเป็นนิสัยที่แม่เราปฏิบัติและสอนเรามาตลอดว่า เวลากินข้าวกินให้หมดจาน ตักข้าวแต่พอดี
อย่าทิ้งขว้างข้าว เพราะสิ่งที่แม่ประสบพบเจอมาทำให้แม่เราคิดได้ว่า ข้าว มีค่าเพียงใด